10 ดอกไม้ที่อันตรายที่สุดในโลก

อันดับ 10 Narcissus

ดอกนาร์ซิสซัสนี้ ว่ากันว่า มีพิษร้ายแรงมากมาย
มีหลายคนที่สับสนแยกไม่ออกระหว่างดอกไม้นี้กับหัวหอม
แต่ถ้ากินเข้าไปแล้วล่ะก็ เจอดีแน่
ทั้งอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วงอย่างแรง

อันดับ 9 Rhododendron

เราก็ไม่แน่ใจชื่อภาษาไทยของมันเหมือนกัน
เพราะงั้น เราใช้ชื่อเต็มของมันดีกว่า เกิดอ่านผิดจะแย่ทีเดียว
ต้นไม้นี้มีดอกที่สวย รูปทรงเหมือนกระดิ่ง และจะงอกงามมากในฤดูใบไม้ผลิ
แต่ว่าใบของมันมีพิษร้ายเช่นเดียวกับน้ำหวาน
ถ้าเผลอกินเข้าไป อาจทำให้ริมฝีปากไหม้ได้
จากนั้นก็จะคลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว
ถ้าหากว่าเผลอกินเข้าไป ให้รีบดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยได้

อันดับ 8 Ficus

ไฟคัส ต้นไม้เล็กๆ ที่มีใบเล็ก และมียางที่มีพิษเหลือร้าย
มันสามารถเติบโตได้หลากหลายที่ แม้แต่ในหม้อเก่าๆก็โตได้
ถ้าหากว่ายางของมันโดนผิวเข้าล่ะก็ จะเจ็บปวดมากทีเดียว
และต้องไปหาหมอเพื่อขอยาทาแก้ปวดแสบปวดร้อน
อันดับ 7 Oleander

ทุกส่วนของต้นไม้นี้เป็นพิษหมด
แค่เผลอสูดควันที่เราเผามันเข้าไป ก็เจออันตรายแล้ว
ถ้าเผลอกินเข้าไปล่ะก็ จะเป็นอันตรายต่อหัวใจและระดับโพแทสเซียมในร่างกายได้

อันดับ 6 Chrysanthemum

โอ้! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ดอกเบญจมาศจะติดอันดับกับเขาด้วย
แต่ว่าดอกไม้นี้มีมากกว่า 200 ชนิดในสปีชี่ส์เดียว
เพราะงั้นก็ไม่แปลกที่บางชนิดจะมีพิษร้าย
ถ้าอยากรู้ว่าดอกเบญจมาศชนิดไหนมีพิษ
เค้าว่าให้ดูที่กระต่าย เพราะมันจะไม่กล้าเข้ามากิน
แต่ถ้าโดนเข้าไป อาจจะทำให้ผิวหนังไหม้ และต้องหายาทา


อันดับ 5 Anthurium

ถ้าหากว่า เผลอแตะโดนบริเวณไหนของผิวหนังล่ะก็ เสร็จแน่
ดอกไม้นี้ จะทำให้ร่างกายของคุณไหม้
ยิ่งถ้าโดนปากนี่ แย่ที่สุดเลย
หรือถ้ากินเข้าไปนี่ จะทำให้เสียงแหบเสียงแห้ง พูดไม่ได้ยินไปสักพักเลยล่ะ

อันดับ 4 Lily-of-the-valley

ว้าว! ชื่อเพราะจังเลย ดอกลิลลี่แห่งหุบเขาเนี่ย
แต่ติดอันดับสี่ได้ เชื่อว่าต้องอันตรายแน่ๆ
เค้าว่า ถ้ากินเข้าไปแล้ว หัวใจจะเต้นแรง คลื่นไส้ อาเจียน
บางคนที่กินมากๆ อาจจะเจอล้างท้องได้นะ
อันดับ 3 Hydrangea

อะไรกัน ไฮเดรนเยียออกจะสวยเนอะ
แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า จะมีอันตรายด้วย
มันสวยก็จริง แต่ถ้ากินเข้าไปล่ะก็
จะเนื้อตัวเย็นเฉียบ ครั่นเนื้อครั่นตัว คลื่นไส้ อยากจะอาเจียน
บางคน อาจจะเกิดอาการช็อคได้เลยด้วยซ้ำไป
เพราะงั้น ดูแต่ตา มืออย่าต้อง นะจ๊ะ

อันดับ 2 Foxglove

ถุงมือหมาจิ้งจอก?
ดอกไม้สูงแค่สามฟุต สีสวยงามนี่แหละ อันตรายดีทีเดียว
แน่นอนว่า จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องมาก
และปากไหม้ด้วย ถ้ากินเข้าไปนะ
บางคนก็จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ
ว่ากันว่า มันฆ่ากระต่ายได้เลยล่ะ

อันดับ 1 Wisteria

ชื่อต้นไม้นี้ แปลกทีเดียวเชียว
แต่ก็นั่นแหละ เค้าบอกว่า ถ้าเผลอกินเข้าไปเมื่อไหร่
ท้องร่วง ท้องเสีย อาเจียน ปวดหัว เป็นไข้ วิงเวียนแน่
และถ้าไปโรงพยาบาลไม่ทัน อาจจะช็อคแหงแก๋ได้เหมือน

 

ประวัติของเครื่องบิน คร้าๅๅๅๅ

เมื่อพูดถึงประวัติของเครื่องบินสำหรับมนุษย์ชาติของเรานั้น มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ได้มีตำนานเกี่ยวกับ สองพ่อลูกอิคารัสและเดดาลัส (Icarus & Daedalus) ได้ถูกกษัตริย์มินอสแห่งเกาะครีทไล่ล่าฐานกบฏ ทั้งสองจึงคิดหนีจากเกาะ และด้วยความช่างสังเกตุของเดดาลัสที่ได้คอยสังเกตุนกมานาน ได้เก็บเอาขนของนกมามากมายแล้วทำการต่อกันด้วยขี้ผึ้งทำเป็นปีกเช่นเดียวกับนก 2 อัน แล้วยกให้ลูกอันนึงแต่ก่อนบินนั้นเดดาลัสเตือนว่าอย่าบินสูงเกินไป แต่อิคารัสลืมในข้อนี้ เมื่อบินไปสูงมากๆเข้าแสงของดวงอาทิตย์ก็ทำให้ขี้ผึ้งละลาย อิคารัสจึงตกลงมาตาย

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 14-15 ลีโอนาโด ดาร์วินชี่ ได้ออกแบบ Flying Machine ออกมา และยังเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องบินด้วยอีกว่า “คนเราจะบินได้ ต้องอาศัยMachineช่วยเท่านั้น”

ต่อมาราวๆ ค.ศ. 1800 เซอร์ จอร์จ คาร์เลย์ (Sir George Cayley) ได้มีแนวคิดที่ว่าการที่จะบินได้นั้นจะต้องมีแรงยก จึงได้สร้างเครื่องร่อนที่มีปีกลักษณะโค้งๆแล้วทำการออกร่อน ปรากฎว่าสามารถร่อนได้ หลังจากนั้นก็ได้มีนักประดิษฐ์อีกหลายท่านได้นำเอาแบบแปลนเครื่องร่อนนั้นมาพัฒนาต่อ มีทั้งประสพความสำเร็จและล้มเหลว ทำให้ข้อมูลการทำเครื่องร่อนนั้นมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น

ต่อมาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1903 ที่เนิน Kill Devil Hill พี่น้องตระกูลไรท์ ได้นำเครื่องร่อนที่มีการใส่เครื่องยนต์ขนาด 12 แรงม้าเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนมาทดลองบินได้เป็นผลสำเร็จ โดยสามารถบินได้ไกล 120 ฟุต เครื่องบินลำนั้นได้ถูกเรียกว่า Flyer

ประวัติ น้ำหอม

ประวัติของน้ำหอมมีความเกี่ยวพันอันลึกซึ้งกับวิวัฒนาการของเผ่าพันธ์มนุษย์ เมื่อครั้งก่อนประวัติศาสตร์มนุษย์รู้จักการปรุงแต่งรสอาหารด้วยการเอากลิ่นหอมจากน้ำมันและเนื้อไม้

ชาวอียิปต์โบราณบูชาเทพเจ้าของเขาด้วยเครื่องหอมและน้ำมันหอมระเหย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการเฉลิมฉลองพิธีการต่างๆทางด้านศาสนาและประทินความงามของสตรี ชาวกรีกจะเดินทางกลับจากการแสวงหาโชคต่างแดนด้วยการนำเครื่องหอมใหม่กลับมาด้วย ในขณะที่ชาวโรมันโบราณเชื่อว่าน้ำหอมมีคุณสมบัติด้านการบำบัดโรคร้ายได้

การใช้น้ำหอมได้ลดน้อยถอยลงในยุโรปเนื่องจากการบุกรุกเหยียบย่ำของพวกป่าเถื่อน แต่ศิลปะ และการพัฒนาของน้ำหอมกลับเกิดขึ้นในโลกอิสลาม ถึงแม้ว่าได้มีการคิดผลิต เทคนิคต่างๆในการกลั่นและผลิตสารหอม ชาวอาหรับและชาวเปอร์เชียได้กลายเป็นผู้นำในการใช้เครื่องหอมอย่างไม่สามารถโต้เถียงได้ จนกระทั่งในศตวรรษที่ 12 โลกของชาวคริสเตียนได้กลับมาให้อารยธรรมสำคัญและค้นคว้าเกี่ยวกับการสกัดน้ำหอมทั้งนี้เนื่องจากเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงความมีอารยธรรม และด้วยเหตุผลของสุขลักษณะที่ดี ในขณะที่มีความเชื่อในด้านตรงกันข้ามว่ากลิ่นที่เป็นพิษเป็นบ่อเกิดของโรคร้าย และเสื่อมถอย

ในศตวรรษที่ 16 เป็นสมัยแห่งการรวมตัวเป็นหนึ่งระหว่างการทำถุงมือ และน้ำหอม เป็นยุคแห่งแฟชั่นของของถุงมือหอม แม้ว่าชนชั้นสูงในสมัยกลางของยุโรป ได้มีการชำระล้างร่างกายเป็นประจำ ในทางปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ได้ถูกละเลยมาถึง 2 ศตวรรษ หลังจากการฟื้นฟูศิลปะวิทยาในทวีปยุโรป ในระหว่างศตวรรษที่ 14-16 ซึ่งเป็นผงสืบเนื่องจาก ” สภาของเทรนท์ ” ( Council of trent ) การจำหน่ายน้ำหอมจึงได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการในการกลบกลิ่นที่ไม่พึ่งประสงค์

ในศตวรรษที่ 17 ซีเวต ( Civet) และมัส ( Musk) ได้กลายเป็นแฟชั่นในขณะที่ความพึ่งพอใจในกลิ่นที่หอมหวาน ดอกไม้ และกลิ่นผลไม้ ได้เข้าแทนที่ กลิ่นยั่วยวนใหม่ๆ เป็นแม่กลิ่นในศตวรรษที่ 18 มีการใช้น้ำหอมตัวใหม่ๆ และขวดน้ำหอม ที่ผลิตขึ้นอย่างสุรุ่ยสุร่ายแม้กระทั่งมีการเติมน้ำหอมลงไปในถ่านร้อนๆ เพื่อให้เกิดกลิ่นหอม ในวันที่เรียกกันว่า ” Ash Wednesday ” เถ้าถ่านแห่งวันพุธ ความเจริญก้าวหน้าในด้านอุตสาหะกรรมเคมี ในศตวรรษที่ 19 ทำให้มีการผลิตน้ำหอมสังเคราะห์ ตลอดจนถึงน้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ และการประดิษฐ์ขึ้นของน้ำหอมกลิ่นใหม่ การผลิตน้ำหอมในเชิงทางการค้าได้อุบัติขึ้นในฝรั่งเศส ณ.เมืองกราเซ ( Grasse) ท่ามกลางความเจริญมั่งคั่งของธุรกิจทางการค้า น้ำหอมความหรูหราความก้าวหน้าเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความรุ่งเรืองในศตวรรษที่ 20 น้ำหอมยังคงเป็นขุมสมบัติที่ถูกรักษาไว ้เพื่อรอการขุดค้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้เข้าสู่โลกของศิลปะและสิทธิพิเศษ ตลอดจนได้เข้าสู่สมรภูมิการค้าที่ปราศจากความปราณี

น้ำหอมในทางโบราณคดีแบ่งตามประเทศ และอารยธรรม อียิปต์โบราณ


แม้ว่าน้ำหอมรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันจะมีพื้นฐานเป็นส่วนผสมของแอลกอฮอล์ แต่ในสมัยอียิปต์โบราณหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ น้ำหอมมีบทบาทสำคัญในการเจริญก้าวหน้าของสังคมเป็นอย่างมากมีสองปัจจัยหลักในการใช้น้ำหอม

ในขณะนั้นใช้ในการเผาเพื่อกลิ่นหอม และผสมเป็นขี้ผึ้งเพื่อทาตัว วิธีการอบหรือรมควัน ตลอดจนการเผาไม้หอม , เครื่องเทศ , ผลไม้แห้ง และยางไม้ต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งกลิ่นหอมนานาชนิดที่กระจายไปในอากาศได้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติภายในวัดเพื่อพิธีกรรมทางศาสนาจากวัตถุดิบพื้นๆ ได้กลายเป็นการผสมผสานเครื่องหอมหลายชนิดเข้าด้วยกัน ให้ได้มาซึ่งกลิ่นหอมใหม่ๆ หลักฐานสำคัญที่ได้ค้นพบในบทบันทึกของ EDFOU และ PHILAE เป็นข้อมูลอันล้ำค่าที่ได้บอกเล่าถึงวิวัฒนาการเกี่ยวกับน้ำหอมจากตัวอักษรโบราณ ในเอกสารเก่าแก่ที่ได้ค้นพบในสมันนั้น เราได้ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตำรา หรือวิธีปรุงแต่งกลิ่นหอมตามตำรับโบราณ เครื่องหอมที่ขึ้นชื่อและสำคัญในสมัยนั้น อาทิ KYPHI MYRRH,LENTISK,JUNIPER , FENUGREENSEED,PISTACHIO และ CHUFA ได้ถูกนำมาบดและร่อนเป็นผงละเอียด ผงเหล่านี้ได้ถูกนำมาผสมกับไวน์ ก่อนจะถูกนำมาต้มพร้อมกับยางสน และน้ำผึ้งให้ข้นและเหนียว ชาวอียิปต์ได้ใช้สองสิ่งประดิษฐ์นี้ในการเผาเครื่องหอม ภาชนะเผาเครื่องหอมด้วยถ่านชนิดโลหะ และ INCENSE ARM เครื่องมือจับเครื่องหอมมีลักษณะเป็นด้ามถือไม้หรือโลหะ มีปลายอีกด้านหนึ่งสามารถรองรับด้วยโลหะเล็กๆ ที่บรรจุเครื่องหอมอยู่ ขี้ผึ้งหอมและน้ำหอมได้มีการนำมาใช้กับผิวหนังบนร่างกาย ทั้งทางในลักษณะของเครื่องสำอางค์ และทางด้านยา เนื่องจากการกลั่นและแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้น ดังนั้นไขมันสัตว์และน้ำมันพืชได้ถูกนำมาใช้ในการดูดซึมซับกลิ่นหอมจากดอกไม้และยางไม้ สีผสมและยากันบูดได้ถูกผสมลงไปในสารสกัดนั้นด้วย ขี้ผึ้งหอมที่ได้มาได้ถุกแบ่งบรรจุไว้ในหม้อ และแจกันซึ่งสลักจากหินปูนชนิดหนึ่ง เครื่องปั้นดินเผา , หินแกะสลัก , หรือขวดเซรามิกสำหรับบรรจุจะถูกทำขึ้นเป็นรูปสัตว์ ขวดแก้วได้ถูกค้นพบในเวลาต่อมา ในรูปแบบเหยือก แจกัน และแก้วเหล้าที่มีสีผสมหลายๆสีในชิ้นเดียวกัน ในระหว่างสมัยเก่าและกลางในอาณาจักรที่ปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดิน น้ำหอมได้ถูกสงวนไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมเฉลิมฉลองต่างๆ โดยเฉพาะ อาทิพิธีฉลองทำความสะอาดร่างกาย ใช้ชโลมร่างกายของผู้ตายและบูชาเทพเจ้า ในที่สุดน้ำหอมได้ถูกนำมาใช้สำหรับเทศกาลต่างๆ ในสมัยอาณาจักรสมัยใหม่ ปี ค.ศ. 1580 – 1085 ก่อนคริสตกาลซึ่งเรียกกันว่าเป็นน้ำหอมพิเศษสำหรับเทศกาลแต่อย่างไรก็ตามน้ำหอมเหล่านั้นก็ยังถูกจัดเตรียมขึ้นโดยพระผู้สอนศาสนา สตรีอียิปต์ก็ใช้น้ำหอมในรูปครีมและน้ำมันหอมระเหยในรูปของ TOILETRIES และเครื่องสำอาง เพื่อเสริมสร้างเสน่ห์ตัวเองในระหว่างมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่รักของตน

ยุคสมัยกรีก

เจริญรอยตามตามชาวอียิปต์ ชาวกรีก ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำหอมขึ้นมาอีกมากมายทั้งเพื่อจุดประสงค์ทางการใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา และใช้ประจำวัน น้ำหอมได้มาเป็นแฟชั่นในยุคกรีก ได้มีการนำมาใช้กับเสื้อผ้า บนเรือนร่าง ทั้งในรูปของน้ำมันและครีม ไม่ว่าเป็นหลังอาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนและหลังอาหาร ด้วยจุดประสงค์ของสุขลักษณะและความสุขส่วนตัว ชาวกรีกเชื่อว่าน้ำหอมเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้ร่างกายของผู้ตายจะถูกชโลมด้วยน้ำหอมก่อนที่จะนำไปฝัง พร้อมกับของใช้ส่วนตัวของผู้ตาย
ซึ่งมักจะมีขวดบรรจุน้ำหอมด้วย ครีมน้ำหอมได้ถุกบรรจุด้วยภาชนะทรงกลม ซึ่งทำให้สามารถนำไปใช้กับร่างกายโดยตรงได้อย่างสะดวกสบาย ภาชนะที่ใช้บรรจุสมันนั้นมักทำจากหินปูนขาวชนิดหนึ่ง และถูกตกแต่งให้สวยงามตามแบบฉบับของสไตล์เอเธน ( ATHENIA STYLE) จากศตวรรษที่ 16 ก่อนคริสตกาลเป็นต้นมา ขวดต่างที่ทำในเกาะโรดส์( RHODES ) ในแคว้นแหลมบอลข่าน จะมีรูปทรงตามแบบต้นฉบับดั้งเดิมจะมีฐานที่ค่อนข้างกว้าง ส่วนบนเป็นรูปสลักครึ่งตัวของเทพเจ้า , รูปสัตว์ , รูปนางเงือก และอื่นๆ

ยุคสมัยโรมัน

ด้วยอิทธิพลจากประเทศในตะวันออกและกรีก ชาวโรมันไม่ทำการศึกษาค้นคว้าน้ำหอมด้วยความหลักแหลม และรวดเร็วพร้อมไปกับเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ของชาวโรมัน ถึงแม้ว่าจูเลียต ซีซ่า ( JULIUS CAESAR) ผู้ยิ่งใหญ่จะมีความประสงค์ให้ระงับการใช้น้ำหอมที่ได้มาจากต่างแดน การใช้น้ำหอมในพิธีศพ และพิธีกรรมทางศาสนา ตลอดจนชีวิตประจำวันของชาวโรมัน จนถึง อินเดีย , แอฟริกา ตลอดจนแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางแถบอาหรับ โดยสืบเนื่อง
จากการเจริญเติบโตของเส้นทางเดินเรือตลอดจนความรุ่งเรือง การเดินทางของเหล่าพ่อค้าวานิช ซึ่งได้มีการเดินทางติดต่อระหว่างทวีปใหม่ๆ ในสมัยนั้น การค้าขายน้ำหอมในสมันนั้นมักจะเชื่อมโยงกับทางการแพทย์ เภสัชกร และร้านขายยา ชาวโรมันเชื่อว่าน้ำหอมมีคุณสมบัติทางด้านเป็นยารักษาโรค การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ่ได้แก่การนำเครื่องแก้ว มาเป็นภาชนะบรรจุเครื่องหอมต่างๆ ชาวโรมันได้พัฒนาเทคนิคการเป่าแก้ว ซึ่งได้คิดค้นขึ้นในประเทศ ซีเรีย ( SYRIA) ในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล

ยุคแห่งโลกอิสลาม

การแผ่ขยายอำนาจของอาณาจักรคริสเตียน ในโลกตะวันตก ได้นำมาซึ่งความเสื่อมถอยของการใช้น้ำหอม ทั้งในด้านชีวิตประจำวันเพื่อความพอใจส่วนตัวและทางด้านพิธีกรรมทางศาสนา การฝังเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้ตาย ได้เป็นไปในทางลดลงจนถึงจางหายไปในทางตรงข้ามกลับมีชีวิตชีวาและเจริญรุ่งเรืองในโลกอาหรับสืบเนื่องจากธุรกิจจากการค้าเครื่องเทศ การคิดค้นและประดิษฐ์เครื่องกลั่นตลอดจนเทคนิคการกลั่นใหม่ๆ สวนดอกไม้ในพระราชวังอัลฮัมบรา ( ALHAMBRA PALACE) ในเมืองทางตอนใต้ของประเทศสเปน ชื่อ กรานนาดา( GRANADA) เป็นสิ่งเพียงพอสำหรับการยืนยันถึงความสง่างาม โก้หรู และบทบาทความสำคัญของน้ำหอม ที่มีต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนสมัยนั้นแม้กระทั่งโมฮัมเม็ด ( MOHAMMED) เองก็ยังทรงตรัสว่าสิ่งที่ท่านรักมากที่สุดในโลกได้แก่ สตรี เด็กและน้ำหอมยุโรปกลับต้องรอจนกระทั่งสงครามครูเสด ( CRUSADES) และการแทรกแซงจากนักรบครูเสดชาวเวนิสซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนให้ชาวโลกเรียกร้องเกี่ยวกับความสุขกายสบายใจ มากกว่าความยึดมั่นในพระเจ้า และความเคร่งครัดทางศาสนา การค้นพบวิธีการใช้สบู่และตลอดจนการกลับมานิยมใช้น้ำหอม

ความหมายของเสียงเห่าสุนัข

ความหมายของเสียงเห่าสุนัข

 ความหมายของเสียงเห่าสุนัข

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพฤติกรรมของสุนัขแยกประเภทและความหมายของเสียงเห่าแต่ละชนิดไว้ดังนี้


เห่าติดต่อกันเป็นชุด ๆ 3-4 ครั้งโดยมีช่วงหยุดระหว่างชุด
ความหมาย…เป็นการเชิญชวนของสุนัขให้ “มาดูอะไรที่น่าสนใจตรงนี้กันเถอะ”

-เห่าเร็ว ๆ ติดต่อกันด้วยโทนเสียงปานกลาง
ความหมาย…การเตือนภัยของสุนัขว่า “มีสิ่งไม่น่าไว้วางใจใกล้เข้ามา”

-เห่าด้วยเสียงต่ำ ๆ ติดต่อกันอย่างช้า ๆ

ความหมาย…กำลังมีภัยประชิดตัว

-เห่าแล้วหยุด เห่าแล้วหยุด ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ
ความหมาย…สุนัขกำลังเหงา

-เห่าสั้น ๆ ครั้งสองครั้ง
ความหมาย…การทักทายตามปกติของสุนัข

-เห่าครั้งเดียวสั้น ๆ เมื่อคุณหรือสุนัขอีกตัวกำลังยุ่งอยู่กับเขา

ความหมาย…เขากำลังรำคาญและพยายามบอกคุณว่า “หยุดซะทีเถอะ”

-ลูกสุนัขเห่าติดต่อกัน
ความหมาย…เป็นการเรียกร้องความสนใจ

-เห่าครั้งเดียวสั้น ๆ เป็นการเรียกเจ้าของ

ความหมาย…เขาต้องการขับถ่ายหรือถึงเวลาให้อาหารแล้ว

-เห่าติด ๆ กันรัวและดังขึ้นเรื่อย ๆ
ความหมาย…บ่งบอกถึงความตื่นเต้นสนุกสนานกับอะไรบางอย่าง

ประวัติฟุตบอล ความเป็นมาของฟุตบอล

ประวัติฟุตบอล ความเป็นมาของฟุตบอล ที่มาที่ไปfootball1

           ฟุตบอล (Football) หรือซอคเก้อร์ (Soccer) เป็นกีฬาที่มีผู้สนใจที่จะชมการแข่งขันและเข้าร่วมเล่นมากที่สุดในโลก ชนชาติใดเป็นผู้กำเนิดกีฬาชนิดนี้อย่างแท้จริงนั้นไม่อาจจะยืนยันได้แน่นอน เพราะแต่ละชนชาติต่างยืนยันว่าเกิดจากประเทศของตน แต่ในประเทศฝรั่งเศสและประเทศอิตาลี ได้มีการละเล่นชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ซูเลอ” (Soule) หรือจิโอโค เดล คาซิโอ (Gioco Del Calcio) มีลักษณะการเล่นที่คล้ายคลึงกับกีฬาฟุตบอลในปัจจุบัน ทั้งสองประเทศอาจจะถกเถียงกันว่ากีฬาฟุตบอลถือกำเนิดจากประเทศของตน อันเป็นการหาข้อยุติไม่ได้ เพราะขาดหลักฐานยืนยันอย่างแท้จริง ดังนั้น ประวัติของกีฬาฟุตบอลที่มีหลักฐานที่แท้จริงสามารถจะอ้างอิงได้ เพราะการเล่นที่มีกติการการแข่งขันที่แน่นอน คือประเทศอังกฤษเพราะประเทศอังกฤษตั้งสมาคมฟุตบอลในปี พ.ศ. 2406 และฟุตบอลอาชีพของอังกฤษเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2431

วิวัฒนาการด้านฟุตบอลจะเป็นไปพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ตลอดมา ต้นกำเนิดกีฬาตะวันออกไกลจะได้รับอิทธิพลมาจากสงครามครั้งสำคัญๆ เช่น สงครามพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้นำเอา “แกลโล-โรมัน” (Gello-Roman) พร้อมกีฬาต่างๆ เข้ามาสู่เมืองกอล (Gaul) อันเป็นรากฐานส่วนหนึ่งของกีฬาฟุตบอลในอนาคต และการเล่นฮาร์ปาสตัม (Harpastum) ได้ถูกดัดแปลงมาเป็นกีฬาซูเลอ

วิวัฒนาการของฟุตบอล

ภาคตะวันออกไกลขงจื้อได้กล่าวไว้ในหนังสือ “กังฟู” เกี่ยวกับกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาที่ใช้เท้าและศีรษะในสมัยจักรพรรดิ์ เซิงติ (Emperor Cneng Ti) (ปี 32 ก่อนคริสตกาล) มีการเล่นกีฬาที่คล้ายกับฟุตบอลซึ่งเรียกว่า”ซือ-ซู” (Tsu-Chu) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกหนังด้วยเท้า กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ซึ่งนักประพันธ์และนักประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นได้ยกย่องผู้เล่นที่มีชื่อเสียงให้เป็นวีรบุรุษของชาติ และในสมัยเดียวกันได้มีการเล่นคล้ายฟุตบอลในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

ภาคตะวันออกกลางในกรุงโรม ความเจริญของตะวันออกไกลได้แผ่ขยายถึงตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอิทธิพลของสงครามโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช การเล่นกีฬาชนิดหนึ่งเรียกว่า ฮาร์ปาสตัม เป็นกีฬาที่นิยมของชาวโรมันและชาวกรีกโบราณวิธีการเล่นคือ มีประตูคนละข้าง แล้วเตะลูกบอลไปยังจุดหมายที่ต้องการ เช่น จากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง การเล่นจะเป็นการเตะ หรือการขว้างไปข้างหน้าฮาร์ปาสตัม หมายถึงการเหวี่ยงไปข้างหน้า การเล่นกีฬาฮาร์ปาสตัมในกรุงโรมดูเหมือนจะเป็นต้นกำเนิดของกีฬาซึ่งมีการเล่นในสมัยกลาง

ในการเล่นฮาร์ปาสตัม ขนาดของสนามจะเล็กกว่าสนามกีฬาซูเลอ แต่จุดประสงค์ของกีฬาทั้งสองคือ การนำลูกบอล ไปยังแดนของตน แต่เนื่องจากมีเสียงอึกทึกโครมครามจากการวิ่งแย่งลูกบอล ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากมาย อันเป็นข้อห้ามของพระเจ้า จึงมีพระบรมราชโองการในนามของพระเจ้าแผ่นดินห้ามเล่นกีฬาดังกล่าวในเมือง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษถึงจำคุก นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามซึ่งออกในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.1892 ขอให้เล่นยิงธนูในวันฉลองต่าง ๆ แทนการเล่นเกมฟุตบอลในโอกาสต่อมากีฬาฟุตบอลได้จัดให้มีการแข่งขันกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างทีมต่างๆ ที่อยู่ห่างกันประมาณ 3-4 ไมล์ ( 5-6.5 กิโลเมตร- )

ในปี พ.ศ. 2344 กีฬาชนิดนี้ได้ขัดเกลาให้ดีขึ้น มีการกำหนดจำนวนผู้เล่นให้เท่ากันในแต่ละข้าง ขนาดของสนามอยู่ในระหว่าง 80 – 100 หลา (73-91 เมตร) และมีประตูทั้งสองข้างที่ริมสุดของสนามซึ่งทำด้วยไม้ 2 อัน ห่างกัน 2-3 ฟุต

ในปี พ.ศ. 2366 ได้จัดให้มีการเล่นฟุตบอลในรูปแบบของการเล่นใน ปัจจุบัน William Alice คือผู้เริ่มวางกฎบังคับต่างๆ สำหรับกีฬาฟุตบอลและรักบี้ ในปี พ.ศ. 2393 ได้มีการออกระเบียบและกฎของการเล่นไปสู่ ดินแดนต่างๆ ให้ปฏิบัติตาม โดยจำกัดจำนวนผู้เล่นให้มีข้างละ 15-20 คน

ในปี พ.ศ. 2413 มีการกำหนดผู้เล่นให้เหลือข้างละ 11 คน โดยมีผู้เล่นกองหน้า 9 คน และผู้เล่นรักษาประตู 2 คน โดยผู้รักษาประตูใช้เท้าเล่นเหมือน 9 คนแรกจนกระทั่งให้เหลือผู้รักษาประตู 1 คน แต่อนุญาตให้ใช้มือจับลูกบอลได้ในปี พ.ศ. 2423

ในปี พ.ศ. 2400 สโมสรฟุตบอลได้ก่อตั้งเป็นครั้งแรกที่เมืองเซนพัสด์ประเทศอังกฤษ และต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2406 สโมสรฟุตบอล 11 แห่งได้มารวมกันที่กรุงลอนดอนเพื่อก่อตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้น ซึ่ง
ถือเป็นรากฐานในการกำเนิดสมาคมแห่งชาติ จนถึง 140 สมาคม และทำให้ผู้เล่นฟุตบอลต้องเล่นตามกฎและกติกาของสมาคมฟุตบอล จนเวลาผ่านไปจากคำว่า Association ก็ย่อเป็น Assoc และกลายเป็น Soccer ขึ้นในที่สุด ซึ่งนิยมเรียกกันในประเทศอังกฤษ แต่ชาวอเมริกันเรียกว่า Football หมายถึง American football

ภายนอกเกาะอังกฤษ พวกกะลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า วิศวกร หรือแม้แต่นักบวชได้นำกีฬาชนิดนี้ไปเผยแพร่ ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศที่ 2 ในยุโรป

ในอเมริกาใต้ สโมสรแรกได้ถูกตั้งขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา เมื่อพี่น้องชาวอังกฤษ 2 คน ได้ลงข้อความโฆษณาในหนังสือพิมพ์ของเมืองบูเอโนสไอเรส (Buenos Aires) เพื่อ หาผู้อาสาสมัคร ในปี พ.ศ. 2427 กีฬาฟุตบอลก็กลายมาเป็นวิชาหนึ่งในโรงเรียนของเมืองบูเอโนสไอเรส การแข่งขันระดับชาติครั้งแรกในทวีปอเมริกาใต้ คือ การแข่งขันระหว่างอาร์เจนตินากับอุรุกวัย ในปี พ.ศ.2448 แต่อเมริกาเหนือเริ่มแข่งขันเมื่อปี พ.ศ. 2435

ในอิตาลี ฮาร์ปาสตัมเป็นต้นกำเนิดจิโอโค เดล คาลซิโอ ผู้เล่นกีฬาจะเป็นผู้นำทางสังคม หรือแม้แต่ผู้นำชั้นสูงของศาสนา เช่นสันตปาปา เกลาเมนต์ที่ 7 ลีออนที่ 10 และเออร์เบนที่ 7 เป็นถึงแชมเปี้ยนในกีฬาฟลอเรนไทน์ฟุตบอล ต่อมาชาวโรมันได้ดัดแปลงเกมการเล่นฮาร์ปาสตัมเสียใหม่ โดยกำหนดให้ใช้เท้าแตะลูกบอลเท่านั้น ส่วนมือให้ใช้เฉพาะการทุ่มลูกบอล ซึ่งนักรบชาวโรมัน นิยมเล่นกันมาก

กีฬาฮาร์ปาสตัมซึ่งมีต้นกำเนิดจากสมัยโรมันได้ถูกแปลงมาเป็นกีฬาซูลอหรือซูเลอ กีฬาชนิดนี้เหมือนกับฮาร์ปาสตัม คือ นำลูกบอลกลับไปยังแดนของตน แต่สนามมีขนาดกว้างกว่ามากการเล่นซูเลอมักจะมีขึ้นในบ่ายวันอาทิตย์หลังการสวดมนต์เย็น จะมีการแข่งขันสำคัญในช่วงเวลาดีคาร์นิวาล กีฬาชนิดนี้เป็นที่นิยมมากในเขตปริตานีและมอร์ลังดี กีฬานี้ได้ถูกเผยแพร่ไปยังอังกฤษโดยผู้ติดตามของวิลเลี่ยมผู้พิชิตภายหลัง การรบที่เฮสติ้ง (Hasting)

เมื่อ 900 ปีกว่ามาแล้ว ประเทศอังกฤษได้ตกอยู่ในความปกครองของพวกเคนส์ เชื้อสายโรมัน ซึ่งยกกองทัพมาตีหมู่เกาะอังกฤษตอนใต้ และได้ปกครองเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 1589 อังกฤษเริ่มเข้มแข็งขึ้น และสามารถขับไล่พวกเคนส์ออกจากประเทศได้ หลังจากนั้น 2-3 ปี อังกฤษจึงเริ่มปรับปรุงประเทศเป็นการใหญ่ มีการขุดอุโมงค์ตามพื้นที่หลายแห่ง ซึ่งในการขุดอุโมงค์คนงานคนหนึ่งได้ขุดไปพบกะโหลกศีรษะในบริเวณที่เคยเป็นสนามรบ และเป็นที่ฝังศพของพวกเคนส์มาก่อนทุกคนในที่นั้นแน่ใจว่าเป็นกะโหลกศีรษะของพวกเคนส์ อารมณ์แค้นจึงเกิดขึ้นทันทีเมื่อต่างคนต่างคิดถึงเหตุการณ์ที่ถูกพวกเคนส์กดขี่ทารุณจิตใจคนอังกฤษในสมัยนั้นด้วยเหตุผลนี้ คนงานคนหนึ่งจึงเตะกะโหลกศีรษะนั้นทันที ส่วนคนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นก็พากันหยุดงานชั่วคราว แล้วหันมาเตะกะโหลกศีรษะเป็นการใหญ่ เพื่อระบายอารมณ์แค้นที่เก็บไว้อย่างสนุกสนาน ผลที่สุดเมื่อพวกนี้หากะโหลกศีรษะเตะกันไม่ได้ก็เอาถุงลมของวัวมาทำเป็นลูกกลมขึ้นเตะแทนกะโหลกศีรษะ ปรากฏว่าเป็นที่รื่นเริงสนุกสนามกันมาก

ต่อมาชาวโรมันได้นำเกมนี้ไปเล่นในอังกฤษ จากนั้นชาวอังกฤษก็ได้ปรับปรุงวิธีการเล่น เทคนิคการเล่น ตลอดจนกติกาให้เหมือนในสมัยปัจจุบัน คือเกมฟุตบอลที่ใช้เท้าเล่น แต่ในระยะแรกของการเล่นฟุตบอลจะเล่นกันเป็นกลุ่มๆ เฉพาะพวกคนธรรมดาเท่านั้น ไม่มีการจำกัดจำนวนผู้เล่น ประตูจะห่างกันเป็นไมล์ และใช้เวลาในการเล่นหลายชั่วโมง จะเป็นการเล่นระหว่างทหารใหม่ที่ถูกเกณฑ์ นักบวช คนที่แต่งงานแล้ว คนโสด และพวกพ่อค้า เกมชนิดได้กลายเป็นสิ่งฉลองในงานพิธีต่างๆ เช่น ในวันโชรพ ทิวส์เดย์ (Shrove Tuesday) จะมีฟุตบอลนัดสำคัญให้คนได้ชม เกมในสมัยนั้นจะเล่นกันอย่างรุนแรงและมีการบาดเจ็บกันมาก

ในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 1857 พระเจ้าเอ๊ดเวิร์ดที่ 2 ได้ทรงออกพระราชกฤษฎีกา เนื่องจากมีเสียงอึกทึกครึกโครมจาการวิ่งแย่งลูกบอล ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุมากมาย อันเป็นข้อห้ามของพระเจ้า โดยห้ามเล่นกีฬาดังกล่าว ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุก

ฟุตบอลได้เริ่มแข่งขันภายใต้กฎของสมาคมแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2412 ระหว่างทีมรัตเกอร์กับทีมบรินท์ตัน จากนั้นกิจการฟุตบอลได้เจริญขึ้นช้าๆ ในต่างจังหวัดจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้มีการตั้ง
สมาคมฟุตบอลต่างจังหวัดขึ้นในปี พ.ศ. 2450 และมีการฝึกสอนในปี พ.ศ. 2484

ในทวีปเอเชีย อินเดียเป็นประเทศแรกที่เริ่มเล่นฟุตบอล ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยกัลกัตตา เป็นผู้นำสำเนากฎหมายการเล่นมาเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2426 และในปี พ.ศ. 2435 ได้มีการแข่งขันชิงถ้วยรางวัลเป็นครั้งแรกในทวีปซึ่งยังไม่มีชื่อเสียงในด้านการเล่นฟุตบอล กีฬาชนิดนี้ก็ได้เริ่มมีการเล่นมาก่อนร่วมร้อยปีแล้ว เช่น
สมาคมฟุตบอลแห่งนิวเซาท์เวลส์ ได้ถูกตั้งขึ้นในออสเตรเลีย ปี พ.ศ. 2425 และสมาคมฟุตบอลของนิวซีแลนด์ได้ถูกตั้งขึ้นหลังจากนั้น 9 ปี

ในแอฟริกา สมาคมระดับชาติแห่งแรกได้ถูกตั้งขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้ แต่อียิปต์เป็นประเทศแรกที่มีการแข่งขันระดับชาติในปี พ.ศ. 2467 คือ 3 ปี หลังจากที่ได้ก่อตั้งสมาคมขึ้น และอียิปต์สามารถเอาชนะฮังการีได้ 3-0 ในกีฬาโอลิมปิกที่ปารีส

การแข่งขันระดับชาติเป็นการแข่งขันระหว่างอังกฤษกับสกอตแลนด์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2415 และในปีแรกของศตวรรษที่ 20 โดยประเทศยุโรปอื่นๆ อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2447 กลุ่มประเทศต่างๆ ในแถบนี้ได้ประชุมกันที่ปารีสเพื่อตั้งสมาคมฟุตบอลนานาชาติขึ้น ในครั้งแรกก่อนการจัดตั้งสหพันธ์ 20 วัน สเปนและเดนมาร์กไม่เคยร่วมการแข่งขันระดับชาติมาก่อน และ 3 ประเทศใน 7 ประเทศที่เข้าร่วมประชุมยังไม่มีสมาคมฟุตบอลในชาติของตน แต่ฟีฟ่าก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยมา โดยมีสมาชิก 5 ชาติ ในปี พ.ศ. 2481 และ 73 ชาติ ในปี พ.ศ. 2493 และในปัจจุบันมีสมาชิกถึง 146 ประเทศ ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมของฟีฟ่า ทำให้ฟีฟ่าเป็นองค์การกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สมาพันธ์ประจำทวีปของสมาคมฟุตบอลแห่งแรกที่ตั้งขึ้นคือ Conmebol ซึ่งเป็นสมาพันธ์ของอเมริกาใต้ สมาพันธ์นี้ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อจัดตั้งเพื่อจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศภายในทวีปอเมริกาใต้ ในปี พ.ศ. 2460 เกือบครึ่งศตวรรษ ต่อมาเมื่การแข่งขันภายในทวีปได้แพร่หลายมากขึ้น จึงได้มีการจัดตั้งสมาพันธ์ในทวีปอื่นๆ ขึ้นอีกคือสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป ในปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการจัดตั้งในทวีปเอเชีย และ 2 ปี ก่อนการจัดตั้งสมาคมฟุตบอลยุโรป ในปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลแห่งแอฟริกา (Concacaf)หรือสหพันธ์ฟุตบอลแห่งอเมริกากลาง อเมริกาเหนือ และแคริบเบี้ยน ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 และน้องใหม่ในวงการฟุตบอลโลกคือ สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งโอเชียนเนีย (Oceannir)

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ 

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Federation International Football Association FIFA) ก่อตั้งขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2447 โดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศฝรั่งเศส และประเทศที่เข้าร่วมก่อตั้ง 7 ประเทศคือ ฝรั่งเศส เบลเยียม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปน สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สมาพันธ์ฟุตบอลที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ1. Africa (C.A.F.) เป็นเขตที่มีสมาชิกมากที่สุด ได้แก่ ประเทศแอลจีเรีย ตูนิเซีย แซร์ ไนจีเรีย และซูดาน เป็นต้น

2. America-North and Central Caribbean (Concacaf) ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก คิวบา เอติ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา และฮอนดูรัส เป็นต้น

3. South America (Conmebol) ได้แก่ ประเทศเปรู บราซิล อุรุกวัย โบลิเวีย อาร์เจนตินา ชิลี เวเนซุเอลา อีคิวเตอร์ และโคลัมเบีย เป็นต้น

4. Asia (A.F.C.)เป็นเขตที่มีสมาชิกรองจากแอฟริกา ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง เลบานอน อิสราเอล อิหร่าน จอร์แดน และเนปาล เป็นต้น

5. Europe (U.E.F.A.) เป็นเขตที่มีการพัฒนามากที่สุด ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮังการี อิตาลี สกอตแลนด์ รัสเซีย สวีเดน สเปน และเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

6. Oceannir เป็นเขตที่มีสมาชิกน้อยที่สุดและเพิ่งจะได้รับการแบ่งแยก ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิจิ และปาปัวนิวกินี เป็นต้น ซึ่งประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกต้องเสียค่าบำรุงเป็นรายปี ปีละ 300 ฟรังสวิสส์ หรือประมาณ 2,400 บาท

สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย

ในทวีปเอเชียมีการจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเอเชีย (A.F.C.) เพื่อดำเนินการด้านฟุตบอล ดังนี้

พ.ศ. 2495 มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โดยมีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากประเทศในเอเชียเข้ามาร่วมการแข่งขันด้วย จึงได้ปรึกษาหารือกันในการจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียขึ้น

พ.ศ. 2497 มีการแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ก็ได้เริ่มตั้งคณะกรรมการจากชาติต่างๆ ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก 12 ประเทศ

พ.ศ. 2501 มีการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก และมีประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกรวมเป็น 35 ประเทศ

พ.ศ. 2509 ฟีฟ่าได้มองเห็นความสำคัญของ A.F.C. จึงได้กำหนดให้มีเลขานุการประจำในเอเชีย โดยออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด รวมทั้งเงินเดือน และคนแรกที่ได้รับตำแหน่งคือ Khow Eve Turk

พ.ศ. 2517 ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่เตหะราน ประเทศอิหร่านได้มีการประชุมประเทศสมาชิก A.F.C. และที่ประชุมได้ลงมติขับไล่อิสราเอล ออกจากสมาชิก และให้จีนแดงเข้าเป็นสมาชิกแทน ทั้งๆ ที่จีนแดงไม่ได้เป็นสมาชิกของฟีฟ่า นับว่าเป็นการสร้างเหตุการณ์ที่ประหลาดใจให้กับบุคคลทั่วไปเป็นอย่างมากทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง

พ.ศ. 2519 มีการประชุมกันที่ประเทศมาเลเซีย ปรากฏว่าประเทศสมาชิกได้ลงมติให้ขับไล่ประเทศไต้หวันออกจากสมาชิก และให้รับจีนแดงเข้ามาเป็นสมาชิกแทน ทั้งๆ ที่ไต้หวันเป็นประเทศที่ร่วมกันก่อตั้งสหพันธ์ขึ้นมา

งานของสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย1. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม Asian Cup2. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม Asian Youth3. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก4. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม Pre-Olympic5. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม World Youth6. ควบคุมการแข่งขัน Kings Cup, President Cup, Merdeka, Djakarta Cup
นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากฟีฟ่าจัดส่งวิทยากรมาช่วยดำเนินการ

สรุปวิวัฒนาการของฟุตบอลก่อนคริสตกาล – อ้างถึงการเล่นเกมซึ่งเปรียบเสมือนต้นฉบับของกีฬาฟุตบอลที่เก่าแก่ที่ได้มีการค้นพบจากการเขียนภาษาญี่ปุ่น-จีน และในสมัยวรรณคดีของกรีกและโรมัน

ยุคกลาง – ประวัติบันทึกการเล่นในเกาะอังกฤษ อิตาลี และฝรั่งเศสปี พ.ศ. 1857 – พระเจ้าเอ๊ดเวิร์ดที่ 3 ทรงออกพระราชกฤษฎีกาห้ามเล่นฟุตบอล เพราะจะรบกวนการยิงธนูปี พ.ศ. 2104 – Richardo Custor อาจารย์สอนหนังสือชาวอังกฤษกล่าวถึงการเล่นว่า ควรกำหนดไว้ในบทเรียนของเยาวชน โดยได้รับอิทธิพลจาการเล่นกาลซิโอในเมืองฟลอเร้นท์ปี พ.ศ. 2123 -Riovanni Party ได้จัดพิมพ์กติการการเล่นคาลซิโอปี พ.ศ. 2223 -ฟุตบอลในประเทศอังกฤษได้รับพระบรมราชานุเคราะห์จากพระเจ้ชาร์ลที่ 2ปี พ.ศ. 2391 -ได้มีการเขียนกฎข้อบังคับเคมบริดจ์ขึ้นเป็นครั้งแรกปี พ.ศ. 2406 -ได้มีการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้นปี พ.ศ. 2426 -สมาคมฟุตบอลจักรภพ 4 แห่ง ยอมรับองค์กรควบคุม และจัดตั้งกรรมการระหว่างชาติปี พ.ศ. 2429 -สมาคมฟุตบอลเริ่มทำการฝึกเจ้าหน้าที่ที่จัดการแข่งขันปี พ.ศ. 2431 -เริ่มเปิดการแข่งขันฟุตบอลลีก โดยยินยอมให้มีนักฟุตบอลอาชีพ และเพิ่มอำนาจการควบคุมให้ผู้ตัดสินปี พ.ศ. 2432 -สมาคมฟุตบอลส่งทีมไปแข่งขันในต่างประเทศ เช่น เยอรมันไปเยือนอังกฤษปี พ.ศ. 2447 – ก่อตั้งฟีฟ่า ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงปารีส เมื่อ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2447 โดยสมาคมแห่งชาติคือ ฝรั่งเศส เบลเยียม เดนมาร์ก สเปน สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ปี พ.ศ. 2480 – 2481 -ข้อบังคับปัจจุบันเขียนขึ้นตามระบบใหม่ขององค์กรควบคุม โดยใช้ข้อบังคับเก่ามาเป็นแนวทาง